นายสิทธิศักดิ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้เห็นว่าควรให้โอนกรมบังคับคดี กรมคุมประพฤติ และกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน มาสังกัดในสำนักงานศาลยุติธรรม เนื่องจากการบังคับตามคำพิพากษา หรือคำสั่งของศาลเป็นการดำเนินการในกรอบของฝ่ายตุลาการ จะต้องมีความเป็นอิสระ ปราศจากการแทรกแซง ไม่แตกต่างไปจากการพิจารณาพิพากษาคดี การให้หน่วยงานซึ่งทำหน้าที่บังคับตามคำพิพากษา หรือคำสั่งของฝ่ายตุลาการ ไปสังกัดกับฝ่ายบริหาร มีความสุ่มเสี่ยงต่อการที่จะถูกแทรกแซง ทั้งนี้ภารกิจบางอย่างของหน่วยงานเหล่านี้ จำเป็นที่จะต้องดำเนินการเพื่อความเป็นอิสระมิเช่นนั้นจะมีผลกระทบต่อการ พิจารณาพิพากษาคดีของศาลเมื่อวันที่ 18 มี.ค. ที่รัฐสภา นายสิทธิศักดิ์ วนะชกิจ โฆษกคณะอนุกรรมาธิการ(กมธ.)ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมในชั้นศาล ในคณะ กมธ.ปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม แถลงว่า ที่ประชุมมีข้อเสนอต่อการปฏิรูปศาลยุติธรรม โดยเห็นว่าควรกำหนดอายุการเข้าสู่ตำแหน่งของผู้ช่วยผู้พิพากษา คงไว้ที่ 25 ปี และเกษียณอายุที่ 70 ปี เนื่องจากระยะเวลาการฝึกอบรมผู้ช่วยผู้พิพากษา และผู้พิพากษาใช้เวลาหลายปี ทำให้ผู้พิพากษาที่ออกไปปฏิบัติหน้าที่ครั้งแรก มีอายุโดยเฉลี่ยมากกว่า 30 ปี ส่วนระยะเวลาการอบรมของผู้ช่วยผู้พิพากษา ที่ประชุมเห็นว่าควรอยู่ที่ 1 ปี และการดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาประจำศาล เป็นเวลา 3 ปี นอกจากนั้นยังเห็นควรให้ตั้งคณะทำงานร่างกฎหมาย กำหนดหลักเกณฑ์การโยกย้ายแต่งตั้งผู้พิพากษาในศาลชำนาญพิเศษต่าง ๆ เพื่อให้ผู้พิพากษามีความชำนาญเฉพาะด้าน สามารถปฏิบัติหน้าที่ในศาลชำนาญพิเศษได้อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งส่งเสริมให้มีการศึกษาฝึกอบรมอย่างต่อเนื่องด้วย
แหล่งที่มา : เดลินิวส์
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น